|
|
หัวข้อเรื่องที่มาเล่า : มืดแปดด้าน ด้านที่เก้าสว่างเสมอ
โดย : ลมหายใจ
วันที่ : 23-11-2552
เนื้อเรื่องมาเล่า มีดังนี้ :
คุณเคยรู้สึกหาทางออกให้กับชีวิตไม่ได้บ้างไหม ? และคุณทำอย่างไรกับปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น ?
จุ๊จุ๊จุ๊ ! นั่นเป็นคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบค่ะ
ฉันเพิ่งผ่านการเสี่ยงตายรอดมาได้แบบฉิ่วเฉียดจากการหลงอยู่กลางป่าท่ามกลางขุนเขาที่สูงชัน รถยนต์ที่นั่งไปไถลออกนอกเส้นทาง ล้อข้างหนึ่งหลุดจากขอบถนนมุ่งหน้าสู่เหว วินาทีนั้นไวมาก ฉันไม่ทันตั้งตัวหรือตั้งสติใด ๆ เลย เพื่อนที่บังคับพวงมาลัยหันไปเห็นล้อข้างหนึ่งหลุดจากขอบถนนตะโกนบอกกับฉันว่า ล้อลงไปแล้ว วินาทีแรกที่ได้ยินคำนั้น แม้จะฝึกสติมาดีแล้ว (ตามความคิดของฉัน) เมื่อถึงเวลาคับขัน สติมาปัญญาเกิด สติเตลิดเกิดปัญหา ฉันเลือกอย่างหลังก่อน ดังนั้นฉันจึงอึ้ง และฟูมฟาย ความกลัวเริ่มเข้ามาแทนที่ ฉันโถมเข้ากอดเพื่อนไว้ พร้อมบอกความในใจที่ไม่น่าเอ่ยออกมาในตอนนั้น ฉันกลัว แต่ไม่ช้าไม่นานสติที่ฝึกมานานเข้ามาทักทายได้ทัน เมื่อฉันฟูมฟายได้ครู่เดียว สติมาปัญญาเกิด จึงเริ่มทำงาน ฉันเริ่มคิดได้ว่า ติดในป่ากันอยู่สองคน หากฉันอ่อนแอสักคน แล้วอีกคนจะเป็นอย่างไร จึงคิดหาทางแก้ไขปัญหา ทางข้างหน้าสูงชันจนแทบจะตั้งฉาก หากรถแล่นขึ้นไปอาจพลิกคว่ำลงมาได้ ครั้นจะถอยกลับไปยิ่งไม่มีทาง เพราะทางที่ผ่านมากว่าจะมาถึงตรงนี้ได้ก็แทบจะไปไม่รอดเช่นกัน (บางทีก็แอบคิดในใจว่า แล้วขึ้นมาได้อย่างไร) ฉันบอกให้เพื่อนดึงเบรคมือไว้ พยายามขยับตัวออกจากรถ ให้รถเคลื่อนไหวน้อยที่สุด และกดโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจากหน่วยกู้ภัยบริเวณนั้น
เดชะบุญมีคนมาช่วยจากการแจ้งไป ภาพที่เห็นคือ ผู้ชายคนหนึ่งกับรถกระบะคันเก่าสีน้ำเงินผุ ๆ พัง ๆ คุณคิดอย่างไรกับภาพนั้น ฉันคิดว่าปัญหาที่ฉันพบเป็นปัญหาที่ใหญ่โตมาก ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ตามความคิดในจินตนาการที่ปรุงแต่งเรียบร้อยแล้วต้องใช้รถลากจูงรถออกมาจากเหวนั่น แต่สำหรับคนที่เคยประสบพบเจอปัญหาแบบนี้ออกจะดูเป็นเรื่องธรรมดาไป เขาจึงมาคนเดียว และสามารถช่วยฉันออกจากเหวนั้นได้อย่างปลอดภัย
ฉันยอมรับว่า ฉันไม่มั่นใจในตัวเขาว่าจะสามารถช่วยฉันออกไปจากตรงนั้นได้ แต่คุณรู้ไหมคะว่า ความเชื่อ เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้ประสบความสำเร็จ เขามีความมั่นใจในตัวเองมาก ว่าเขาสามารถช่วยเหลือฉันได้ คำพูดของฉันคงบ่งบอกว่า ฉันไม่มั่นใจ แต่มีคำหนึ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกประหลาดใจทุกครั้งเมื่อนึกถึงเหตุการณ์นั้น มีผมอยู่ทั้งคนไม่ต้องกลัว นั่นเป็นคำพูดของเขา คำ ๆ นี้ก้องอยู่ในสมองของฉันตลอดเวลาเมื่อนึกถึงเรื่องราวในอดีตนั่น
ฉันลองแกล้งเชื่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า รวบรวมสติ และความกล้าทั้งหลายที่มี ร่วมมือร่วมแรงร่วมใจพาตัวเองออกไปจากหุบเขาที่สูงชันนั้นได้อย่างที่ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า ฉันจะได้กลับบ้านอีกครั้ง น้ำตาเริ่มไหลรินด้วยความดีใจเมื่อได้เห็นถนนลาดยาง เรารอดตายแล้ว ฉันดีใจสุดชีวิต เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ ฉันขอบคุณน้ำใจอันดีงามนั้นด้วยสินน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ผู้ช่วยเหลือไม่ยอมรับสินน้ำใจนั้น พร้อมปฏิเสธทันควันว่าเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของอาสาสมัคร แต่อาสาสมัครจะช่วยเหลือผู้อื่นต่อไปได้อย่างไรถ้ารถไม่มีน้ำมัน ฉันพยายามให้เหตุผลด้วยการชักแม่น้ำทั้งห้าให้เขายอมรับสิ่งที่หยิบยื่นให้โดยดี การคะยั้นคะยอเป็นผลสำเร็จด้วยเจตนา พร้อมความรู้สึกดี ๆ ที่มีให้กัน และกลับกรุงเทพฯ แดนศรีวิไลด้วยความระลึกนึกถึงผู้มีบุญคุณไว้ในหัวใจ
และแล้ววันหนึ่งเสียงตามสายก็ดังขึ้น ปลายสายบอกมาว่า ได้นำเงินที่เป็นสินน้ำใจนั้นไปทำบุญซื้อผ้าห่มให้คนที่มีฐานะยากจน ซึ่งเป็นครอบครัวที่ไม่มีเครื่องนุ่งห่มในยามเหน็บหนาวเช่นนี้ ฉันขอสารภาพแบบตรง ๆ ว่า หลังจากที่ออกจากภูเขานั้นมาแล้ว ใจลึก ๆ ยังรู้สึกหวาดกลัวกับสิ่งที่เกิดขึ้นยังไม่หาย และคิดว่าคงอีกนานกว่าที่จะได้กลับไปที่นั่นอีกครั้ง แต่เมื่อได้ทราบว่าสิ่งที่ฉันตอบแทนไปนั้น ฉันตั้งใจจะให้เขาเก็บไว้ใช้จ่ายส่วนตัว แต่กลับเป็นสิ่งที่ช่วยเหลือผู้อื่นต่อไปได้อีก ฉันจึงตัดสินใจที่จะกลับไปที่นั่นอีกในไม่ช้านี้อย่างไม่ลังเล ยังมีครอบครัวอีกหลายครอบครัวที่ต้องการความช่วยเหลือ แต่ไม่สามารถเอ่ยปากขอใครได้
บางครั้ง ฉันแอบคิดเล่น ๆ ว่า การที่ฉันไปติดอยู่กลางป่ากลางเขาแบบนี้อาจเป็นความโชคดีของฉันก็เป็นได้ เพราะทำให้ฉันได้พบกับคนใจบุญที่พร้อมจะช่วยเหลือผู้อื่น และสามารถบอกบุญกับฉันได้ว่า ที่ใดต้องการความช่วยเหลือบ้าง เพราะก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ฉันเคยคิดว่าฉันอยากทำบุญในที่ทุรกันดารบ้าง (ได้สมดั่งใจปรารถนาจริง ๆ )
ไม่อยากจะคิดต่อเลยว่า นี่เป็นเรื่องตั้งใจของคนบนฟ้า หรือเป็นเรื่องบังเอิญกันแน่ หรือคุณว่าอย่างไรคะ ?
(ลิขสิทธิ์เขียนให้เฉพาะเว็บไซต์คนดีดอทคอมเท่านั้น)กลับไปหน้าที่แล้ว
|
|
|
|
 |
ยินดีต้อนรับ |
 |
 |
วันพุธที่ 22 พฤษภาคม 2556 |
 |
 |
 |
 |



|