Untitled Document
  SEARCH เว็บคนดีดอทคอม
ระบบสมาชิก : Username Password
 
Untitled Document
 






เว็บบอร์ด >> แสดงกระทู้
กลับไปหน้ากระทู้

คำถาม มนต์พระธรรมสำหรับการครองเรือนของผู้หญิง
ทางพระท่านว่าเอามาใช้กับสามีได้ดีมาก เป็นมนต์ทำให้สามีหลง คือ

1. เมตตา
2. กรุณา
3. มุทิตา
4. อุเบกขา

เวลาเขาน้ำเรื่องร้อนใจมาให้ อย่างมีเมียน้อยนี่แหละ ผู้ที่เป็นภรรยาควรจะใช้เมตตาเป็นที่ตั้ง คิดว่าคุณสามีคงหลงไปซักพัก เดี๋ยวก็คิดได้

กรุณาเห็นใจเขาที่หลงไปไม่ซ้ำเติม คอยฟังว่าเมื่อไหร่คุณสามีจะคิดได้

มุทิตา ผู้ที่เป็นภรรยาควรจะยินดีเมื่อเขามาบอกว่า จวนจะเบื่อผู้หญิงคนนั้นแล้ว เพราะขี้บ่น ไม่ใจเย็นเหมือนเรา

อุเบกขา ผู้ที่เป็นภรรยาควรจะวางเฉยเสียถ้าเขาจะหลงผู้หญิงคนนั้นไปบ้างตามกิเลส ตัณหา เราทำแต่ความดีไปเรื่อยๆ คือ เย็นชาเข้าไว้ ไม่ไปยุ่งกับเรื่องของเขา ถ้าเราโวยวายมีแต่จะทำให้บ้านแตก

"ไม่มีความสุขใดของลูกผู้หญิงที่มีฐานะเป็นภรรยา ที่เห็นลูกและสามีอยู่พร้อมหน้า เป็นครอบครัวที่อบอุ่น แต่เรื่องของใจนี่ฝึกยากนะคะ สิ่งที่ว่าฝึกยากๆ ยังง่ายกว่าจะต้องใช้ความพยายามจริงๆ ถึงได้ผล ยอมรับว่า ถ้าทำได้มันคุ้มค่าจริงๆ ไม่เชื่อลองไปใช้ดู และถ้ามีเวลาก็ชวนกันมาปฏิบัติธรรมนะ


แจ้งลบกระทู้ โดย เพื่อน (IP : 58.137.207.222)
วันที่ 21 กรกฎาคม 2553

คำตอบที่ 1
ผู้ชายไทยเขาคิดอย่างงี้ไงคะ ว่าจะทำเลวแค่ไหนเดี๋ยวภรรยาก็ให้อภัย สังคมไทยถึงได้เสื่อมลงทุกวัน กฏหมายครอบครัวก็อ่อนแอ ผู้หญิงเรียกร้องอะไรไม่ได้เลย ส่วนในทางธรรมก็ต้องให้อภัย พวกมักมากในกามมันถึงเต็มเมืองไปหมด เมืองพุทธแต่ขาย sex กันแทบทุกตรอกซอกซอย คนเลวพวกนี้แยกตัวออกมาดีกว่าค่ะ ทำบุญให้ตัวเองกับลูกๆก็พอแล้ว พระพุทธเจ้าท่านตรัส ให้หลีกเลี่ยงคนพาลค่ะ ทำผิดก็มาขออภัยแล้วก็ทำใหม่เรื่อยๆ ไม่ได้ตำหนิคุณเพื่อนนะคะ ถ้าทำให้ไม่สบายใจขออภัยด้วยค่ะ เพียงแต่อยากเห็นผู้หญิงไทยที่แต่งงานแล้วและเจอปัญหาสามีนอกใจแข็งแกร่งขึ้นกว่านี้ อย่าไปตั้งความหวังว่าเขาจะกลับมาหาเรา เกิดเป็นคนแต่ทำตัวเหมือนสัตว์เดรัจฉาน ปล่อยไปเถอะค่ะ
ทำบุญให้กับตัวเอง ศึกษาธรรม เดี๋ยวกรรมตามทันเองค่ะ
แจ้งลบความเห็น โดย หวังดี (IP : 124.120.216.166)
วันที่ 21 กรกฎาคม 2553

คำตอบที่ 2
เห็นด้วยค่ะ ผู้หญิงก็ทำตัวเป็นภรรยา แม่ ที่ดี
ผู้ชาย ก็ลุ่มหลง ในเรื่องโลกีย์ ทำให้ครอบครัวต้องพบวิบากกรรม
เป็นเรา คิดว่า ศีลไม่เสมอกัน คงจะครองคู่ด้วยกันลำบาก
แจ้งลบความเห็น โดย ady (IP : 1.46.192.31)
วันที่ 22 กรกฎาคม 2553

คำตอบที่ 3
เทวภูมิอีก ๕ ภูมิ ทวิเหตุกบุคคล ๑
ติเหตุกบุคคล ๑
อริยบุคคล ๘ รวม ๑๐ คน ๕ ภูมิเป็น ๕๐ จำพวก
ปฐมฌานภูมิ ๓
ทุติยฌานภูมิ ๓
ตติยฌานภูมิ ๓
เวหัปผลาภูมิ ๑ ติเหตุกบุคคล ๑
อริยบุคคล ๘ รวม ๙ คน ๑๐ ภูมิ เป็น ๙๐ จำพวก
อสัญญสัตตภูมิ ๑ สุคติอเหตุกบุคคล ๑ รวม ๑ คน ๑ ภูมิ เป็น ๑ จำพวก
สุทธาวาสภูมิ ๕ อนาคามิผลบุคคล ๑
อรหัตตมัคคบุคคล ๑
อรหัตตผลบุคคล ๑ รวม ๓ คน ๕ ภูมิ เป็น ๑๕ จำพวก
อรูปภูมิ ๔ ติเหตุกบุคคล ๑
อริยบุคคล ๗
(เว้นโสดาปัตติมัคค ๑) รวม ๘ คน ๔ ภูมิ เป็น ๓๒ จำพวก

รวมทั้งหมด ๓๑ ภูมิ เป็นที่เกิดของบุคคล ๒๑๔ จำพวก

ข้อสังเกต มนุษย์ที่หนวก บอด บ้า ใบ้กับเทวดาชั้นจาตุมมหาราชิกาบางพวก ที่เรียกว่า สุคติอเหตุกบุคคลนั้น เพราะปฏิสนธิด้วยจิตที่ไม่มีสัมปยุตตเหตุเลย ส่วน อสัญญสัตตพรหมก็เรียกว่า สุคติอเหตุกบุคคล เพราะปฏิสนธิด้วยรูป
อย่างเดียว ซึ่ง รูปทั้งหลายนั้นเป็นธรรมที่ไม่มีสัมปยุตตเหตุเหมือนกัน

หมวดที่ ๒ ปฏิสนธิจตุกะ

ปฏิสนธิ คือ การสืบต่อภพชาติ หรือการเกิดขึ้นในภพใหม่ชาติใหม่ หมายถึง ว่า เมื่อภพเก่า ชาติเก่าสิ้นสุดลงแล้ว จิต เจตสิก กัมมชรูป ปรากฏขึ้นเป็นครั้ง แรกในภพใดภพหนึ่ง ด้วยอำนาจแห่งการสืบต่อภพเก่ากับภพใหม่ นั่นแหละเรียกว่า ปฏิสนธิ ปฏิสนธินี้มี ๔ พวกด้วยกัน คือ




--------------------------------------------------------------------------------

หน้า ๓๒

๑. อบายปฏิสนธิ คือการปรากฏขึ้นแห่ง จิต เจตสิก และกัมมชรูปเป็นขณะ แรกในอบายภูมิ ๔
๒. กามสุคติปฏิสนธิ คือ จิต เจตสิก และกัมมชรูป ปรากฏขึ้นในขณะแรก ในกามสุคติภูมิ ๗
๓. รูปาวจรปฏิสนธิ คือ จิต เจตสิก และกัมมชรูป ปรากฏขึ้นเป็นขณะแรก ในรูปภูมิ ๑๕ และการปรากฏขึ้น
เป็นขณะแรกแห่งกัมมชรูป(อย่างเดียว) ในอสัญญ สัตตภูมิ ๑
๔. อรูปาวจรปฏิสนธิ คือจิตและเจตสิก ปรากฏขึ้นเป็นขณะแรกในอรูปภูมิ ๔

หมวดที่ ๒ ปฏิสนธิจตุกะ ก. อบายปฏิสนธิ

อุเบกขาสันตีรณ อกุสลวิบาก ๑ ดวงย่อมเกิดในอบายภูมิทั้ง ๔ เป็นปฏิสนธิ จิตของสัตว์นรก สัตว์ดิรัจฉาน
เปรต และอสุรกาย
เมื่อได้ทำหน้าที่ปฏิสนธิในปฏิสนธิกาล คือขณะแรกเกิดแล้ว ต่อจากนั้นก็ทำ หน้าที่ภวังค-(เว้นแต่เวลาที่จิตขึ้นวิถี)-ตลอดทั้งชาติ จนถึงวาระสุดท้ายแห่งภพนั้น ชาตินั้น จึงทำหน้าที่จุติ เป็นอันสิ้นภพนั้นชาตินั้นกันเสียที
ดังนี้จะเห็นได้ว่า เมื่อได้ปฏิสนธิด้วยจิตดวงใดแล้ว จิตดวงนั้นแหละทำหน้าที่ ภวังครักษาภพชาตินั้นไว้และที่จิตดวงนั้นอีกนั่นแหละ ทำหน้าที่จุติหาใช่จิตอื่นใดไม่
ภูมิที่เกิดของสัตว์เหล่านี้เป็นทุคคติภูมิ และปฏิสนธิจิตก็เป็นพวกอเหตุกจิต เหตุนี้จึงเรียกสัตว์เหล่านี้ว่าทุคคติอเหตุกบุคคล แต่ส่วนมากเรียกกันสั้น ๆ ว่าทุคคติ บุคคล

หมวดที่ ๒ ปฏิสนธิจตุกะ ข. กามสุคติปฏิสนธิ

๑. อุเบกขาสันตีรณ กุสลวิบาก ๑ ดวงย่อมเกิดในมนุสสภูมิ ๑ และในจาตุม มหาราชิกาภูมิ ๑
มนุษย์ ผู้ปฏิสนธิด้วยอุเบกขาสันตีรณกุสลวิบากนี้ เป็นผู้มีบุญน้อยจึงพิการ ต่าง ๆ มาแต่กำเนิด ไม่ใช่มาพิการในภายหลัง ความพิการนี้มีถึง ๑๐ ประการ คือ
๑. ชจฺจนฺธ ตาบอด
๒. ชจฺจพธิร หูหนวก
๓. ชจฺจฆานก จมูกเสีย ไม่ได้กลิ่น เพราะไม่มีฆานปสาท




--------------------------------------------------------------------------------

หน้า ๓๓

๔. ชจฺจมูค เป็นใบ้
๕. ชจฺจชฬ โง่เง่าผิดปกติ นับสิบก็ไม่ถูก
๖. ชจฺจุมฺมตฺตก เป็นบ้า
๗. ปณฺฑก พวกบัณเฑาะก์ คือ พวกวิปริตในเรื่องเพศ
๘. อุภโตพยญฺชนก ผู้ปรากฏเป็น ๒ เพศ
๙. นปุ ํสก ผู้ไม่ปรากฏเพศ
๑๐. มมฺม ผู้ติดอ่าง

ส่วนเทวดาชั้นจาตุมมหาราชิกา ที่ปฏิสนธิด้วยอุเบกขาสันตีรณกุสลวิบาก ก็ เฉพาะพวกเทวดาชั้นต่ำ เป็นพวก
ภุมมัฏฐเทวดา มีวินิปาติกอสุราบางพวก และตาม อรรถกถาแสดงว่า เวมานิกเปรตบางพวกอีกด้วย
ที่ว่าต้อง " บางพวก " ด้วยก็เพราะว่า เทวดาพวก วินิปาติกอสุรา และเวมานิก เปรต ที่มีปฏิสนธิจิตเป็น
ทวิเหตุกปฏิสนธิ หรือติเหตุกปฏิสนธิก็มี ใช่แต่เท่านั้น วินิ ปาติกอสุรานี้เป็นติเหตุกบุคคล ได้บรรลุมัคคผลก็มีเหมือนกัน
รวมความว่า ผู้ที่ปฏิสนธิด้วยอุเบกขาสันตีรณกุสลวิบากนี้ กล่าวตามนัยแห่ง พระอภิธัมมัตถสังคหะแล้ว มี ๑๑
พวก คือ มนุษย์พิกลพิการ ๑๐ และ วินิปาติก อสุรา ๑ ถ้ากล่าวตามนัยแห่งอรรถกถาแล้ว มี ๑๒ จำพวก โดยนับ
เวมานิกเปรตเพิ่มเข้าไปอีกด้วย
ภูมิที่เกิดของมนุษย์และเทวดาทั้ง ๑๑ หรือ ๑๒ จำพวกนี้ เป็นสุคติภูมิ แต่ ปฏิสนธิจิตเป็นอเหตุกจิต ดังนั้น
จึงเรียกว่า สุคติอเหตุกบุคคล
๒. มหาวิบาก ๘ ดวง ย่อมเกิดในมนุสสภูมิ ๑ เทวภูมิ ๖ รวมเป็น ๗ ภูมิด้วยกัน
บรรดามนุษย์ทั้งหลาย (เว้นผู้ไม่สมประกอบ ๑๐ จำพวก) และเทพยดาทั้ง ปวง (เว้นเทวดาชั้นต่ำ ๒ จำพวก) ล้วนแล้วแต่ปฏิสนธิมาด้วยมหาวิบากดวงใด ดวงหนึ่งในจำนวน ๘ ดวงนั้น และก็จำแนกได้เป็น ๒ ประเภท หรือ ๒ บุคคล ประเภทที่เป็นญาณวิปปยุตต คือ ไม่ประกอบด้วยปัญญา เรียกว่าเป็นทวิเหตุกบุคคล ส่วนประเภทที่เป็นญาณสัมปยุตต คือเป็นผู้ที่มีปัญญา ก็เรียกว่าเป็นติเหตุกบุคคล
อุเบกขาสันตีรณกุสลวิบาก ๑ ดวง มหาวิบาก ๘ ดวง รวมจิต ๙ ดวงนี้ กล่าวในเรื่องปฏิสนธิ ได้ชื่อว่า
กามสุคติปฏิสนธิ และเมื่อรวมอุเบกขาสันตีรณ อกุสลวิบาก ๑ ดวงเข้าอีกด้วยแล้ว ก็ได้ชื่อว่า กามปฏิสนธิ ๑๐


แจ้งลบความเห็น โดย . (IP : 125.27.212.226)
วันที่ 9 สิงหาคม 2553

คำตอบที่ 4
ทำไมคนเราถึงเกิดเป็นผู้หญิง ผู้ชาย ทอม ดี้ เกย์ ?

ถาม : คนมักจะพูดกันต่อๆ มาว่า เกิดมาเป็นผู้หญิงนี่เป็นผู้มีกรรม หรือมีกรรมมาก และทำอย่างไรจะได้เกิดเป็นผู้ชายคะ
พระธรรมปิฎก : ทุกคนมีกรรมทั้งนั้น ไม่ว่าหญิงหรือชาย มันอยู่ที่ว่า กรรมดีหรือไม่ดี ถ้ามีกรรมมาก เป็นกรรมดีก็ดีน่ะสิ โดยมากภาษาไทยจะมี ปัญหาอยูในตัว คำว่ามีกรรมนี่กลายเป็นว่ากรรมที่ไม่ดีไป ในเรื่องนี้อรรถกถา ก็จะพูดถึงว่า ทำไมไปเกิดเป็นหญิง แล้วก็ว่าเพราะทำกรรมไม่ดีอย่างนี้ๆ นี่ เป็นคำอธิบายของพระอรรถกถาจารย์ แต่ในพระไตรปิฎกไม่มี ในพระ ไตรปิฎกจะเน้นไปในแง่ของจิตที่ยึดถือผูกพันโน้มไป ก็หมายความว่าการตั้ง จิตนี้ละเป็นสาระสำคัญ จิตที่โน้มเอียงยึดถือพอใจในภาวะเพศนี้แหละ ถ้าผู้หญิงพอใจโน้มใจผูกพันยึดถือในเพศที่เป็นหญิง ก็จะโน้มไปในการที่จะ เกิดเป็นหญิง แต่ถ้าไปพอใจในความเป็นชาย ก็มีความโน้มไปในการที่จะเกิด เป็นชายเช่นเดียวกัน อยู่ที่จิตผูกยึดโน้มพอใจ ทีนี้ถ้าเรามาโยงกับอรรถกถา ก็อาจจะมองได้ว่า อรรถกถาอธิบายในเชิงคล้ายๆ ว่า สมัยนั้นสังคมยึดถือผู้ ชายเป็นหลัก เมื่อผู้ชายไปล่วงละเมิดคู่ครองของคนอื่น จิตก็จะครุ่นคิดหมกมุ่น ในเรื่องผู้หญิงมาก ก็จะไปเกิดเป็นหญิง แต่ผู้หญิงที่ภักดีต่อสามี เอาใจใส่ ปฏิบัติสามี ปฏิบัติดีอะไรต่างๆ จิตก็ผูกอยู่กับผู้ชายมาก ก็โน้มไปในทางที่จะ เกิดเป็นชาย ถ้าอธิบายอย่างนี้ก็พอจะเข้ากับหลักในพระไตรปิฎก ที่ว่าไว้เป็น กลางๆ คือหมายถึงสภาวะจิต หรือความโน้มเอียงของจิตเป็นสำคัญ
ถาม : แต่เดี๋ยวนี้มันไม่เป็นหญิง เป็นชาย
พระธรรมปิฎก : ไม่ใช่พูดแค่ตัวภาวะเพศเท่านั้นนะ แต่หมายถึงการพัฒนา คุณสมบัติ คือไม่ใช่พอใจในเรื่องเพศ เรื่องความสัมพันธ์ทางเพศ แต่หมายถึง พอใจในคุณสมบัติที่แสดงถึงความเป็นชาย เช่น คุณสมบัติในความเข้มแข็ง ความเด็ดเดี่ยวอะไรต่างๆ
ถาม : ปัจจุบันนี้ ผู้ชายมีแนวโน้มเป็นผู้หญิงมาก มีอิตถีภาวะ มาก มีเยอะเหลือเกิน
พระธรรมปิฎก : นั่นสิแสดงว่าสังคมมันวิปริต แสดงว่าจิตใจของคนมีความ โน้มเอียงเปลี่ยนไป ก็เห็นแล้วว่าแนวโน้มจะเป็นผู้หญิง.

แจ้งลบความเห็น โดย . (IP : 125.27.211.168)
วันที่ 24 สิงหาคม 2553

คำตอบที่ 5
รูปที่แสดงความเป็นเพศชายให้ปรากฏ(ปุริสภาวรูป)

ปุริสภาวรูป หมายถึง รูปที่แสดงความเป็นเพศชายให้ปรากฏ เป็นรูปธรรมที่เกิดจากกรรมเป็นสมุฏฐาน มีแผ่ซ่านทั่วไปในร่างกาย มีรูปธรรมที่รู้ได้ด้วยใจ คือทางมโนทวาร มีวจนัตถว่า ปุมสฺส ภาโว = ปุมภาโว แปลความว่า รูปใดเป็นเหตุแห่งความเป็นชาย ฉะนั้น รูปนั้น ชื่อว่า ปุมภาวะ หรือ ปุริสภาวะ มีคุณลักษณะพิเศษ ดังนี้ คือ.....

ปุริสภาว ลกฺขณํ มีสภาวะของชาย เป็นลักษณะ

ปุริโสติปกาสน รสํ มีการประกาศความเป็นชาย เป็นกิจ

ปุริสลิงฺคาทีนํ การณภาว ปจฺจุปฏฺฐานํ มีรูปร่างสัณฐาน หรือการงานของชาย เป็นต้น เป็นผล

จตุมหาภูต ปทฏฺฐานํ มีมหาภูตรูป ๔ เป็นเหตุใกล้

บรรดาสัตว์ทั้งหลายต่างๆในโลก(กามภูมิ)นี้ ที่จะรู้ได้ว่า เพศหญิง หรือเพศชายนั้น อาศัยเครื่องหมายที่แสดงออกให้รู้ภาวะเพศได้ ๔ ประการ คือ...

๑. ลิงฺค หมายถึง รูปร่างสัณฐาน ได้แก่ อวัยวะต่างๆ เช่น แขน, ขา, หน้าตา, เพศที่ปรากฏแต่กำเนิด เป็นต้น.

๒. นิมิตฺต หมายถึง เครื่องหมายที่แสดงออกมาในโอกาศต่อมา เช่น หนวด, เครา, หน้าอก เป็นต้น.

๓. กุตฺต หมายถึง นิสัยใจคอและความประพฤติ มีการเล่นและการกระทำต่างๆ เช่น หญิงชอบเล่นขายของ, เย็บปักถักร้อย, ทำครัว เป็นต้น. ชายชอบเล่นซุกซน โลดโผน มีการชกต่อย ห้อยโหน ผจญภัย เป็นต้น.

๔. อากปฺป หมายถึง กิริยาอาการ เช่น การยืน เดิน นั่ง นอน การพูดเหล่านี้, เป็นเพศหญิงมักมีกิริยาอาการเรียบร้อย แช่มช้อย เอียงอาย. เพศชายมีกิริยาอาการ กล้าหาญ เข้มแข็ง ว่องไว.

เครื่องหมายที่แสดงให้รู้ถึงเพศชายหรือหญิง ทั้ง ๔ ประการ ดังกล่าวมานี้ ย่อมเกิดขึ้น โดยอาศัยอิตถีภาวรูปเป็นผู้ปกครอง หรือปุริสภาวรูปเป็นผู้ปกครอง. รูปร่างสัณฐาน, เครื่องหมาย, นิสัย, และกิริยาอาการ จึงแตกต่างกันไป จึงให้รู้ได้ว่า เป็นเพศหญิง หรือชาย.

ภาวรูป เริ่มตั้งขึ้นในปฏิสนธิกาล ส่วนทรวดทรง, เครื่องหมาย, นิสัย, กิริยาอาการ ตั้งขึ้นในปวัตติกาล(หลังปฏิสนธิ) อุปมาเหมือนพืช เมื่อพืชมีอยู่ ต้นไม้ที่อาศัยพืชเป็นปัจจัยให้เติบโตเจริญขึ้น เป็นกิ่ง ก้าน ดอก ผล.

ภาวรูปที่แสดงความเป็นหญิง หรือชายทั้ง ๒ นี้ เกิดจากกรรมที่ทำไว้ในชาติปางก่อน กล่าวคือ...

ถ้าชาติปางก่อนได้ประกอบกุศลกรรมมีกำลังอย่างอ่อนที่เป็น ทุพฺพลกุสลกมฺม คือ กรรมที่ประกอบด้วยสัทธาปสาทก็จริง แต่เต็มไปด้วยความหวั่นไหว(อวิสทฺธาการ) ทุพพลกุศลกรรมนั้น ก็จะกระทำกรรมชรูป(รูปที่เกิดจากกรรม)ชนิดที่เป็นอิตถีภาวรูปให้ปรากฏเป็นเพศหญิง.

ผู้ที่ได้ทำกุศลกรรมแต่ชาติปางก่อนไว้ด้วย พลวกุสลกมฺม อันเป็นกุศลกรรมที่มีกำลังเข้มแข็ง ประกอบด้วยศรัทธาอันแก่กล้าและอธิโมกข์ มีการตัดสินใจอันเด็ดเดี่ยว ปราศจากความหวั่นไหว พลวกุศลกรรมนี้ ก็จะกระทำกรรมชรูปชนิดที่เป็นปุริสภาวรูปให้ปรากฏเป็นเพศชาย.

ส่วนอบายสัตว์ที่เกิดเป็นเพศผู้ เพศเมีย ก็ด้วยอำนาจพลวอกุศลกรรม หรือทุพพลอกุศลกรรม เช่นกัน.

ฉะนั้น ท่านที่ปรารถนาจะเกิดเป็นเพศชาย หรือเพศหญิงต่อไปในภายหน้า ย่อมอาจจะปรับปรุงกุศลกรรมของตนให้เข้มข้น หรือย่อหย่อนได้ตามใจปรารถนา ภาวรูปก็จะเป็นไปตามความประสงค์ได้.


แจ้งลบความเห็น โดย . (IP : 125.27.211.168)
วันที่ 24 สิงหาคม 2553

คำตอบที่ 6
ขอบคุณคะ คุณ .

_/\_ อนุโมทนา สาธุ ๆ ๆ _/\_

: )
แจ้งลบความเห็น โดย เพื่อน
วันที่ 25 สิงหาคม 2553

คำตอบ :
ชื่อ : [เข้าสู่ระบบสมาชิกที่นี่]
รหัสโพสต์ :
กลับไปหน้ากระทู้



หากท่านเว็บมาสเตอร์ท่านใด ต้องการนำแบนเนอร์ของ kondee.com ไปแปะไว้ที่เว็บท่าน กรุณานำโค้ดด้านล่างไปแปะได้เลยนะครับ ...ขออนุโมทนานะครับ

<a href="http://www.kondee.com/" target="_blank"><img src="http://www.kondee.com/images/banner1.gif" border="0"></a>



All Right Reserved, kondee.com 2002 - 2010