 |
 |
 |
 |
กลับไปหน้ากระทู้
คำถาม 5มิถุนายน2553(แรม8ค่ำเดือน7)วันอัฏฐมีบูชา |
|
 |
 |
 |
 |
พิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพมีขึ้นในวันที่ 8 หลังจากพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพานใต้ต้นสาละในราตรี 15 ค่ำ เดือน 6 โดยพวกเจ้ามัลลกษัตริย์จัดบูชาด้วยของหอม ดอกไม้ และเครื่องดนตรีทุกชนิด ที่มีอยู่ใน เมืองกุสินาราตลอด 7 วัน แล้วให้เจ้ามัลละระดับหัวหน้า 8 คน สรงเกล้า นุ่งห่มผ้าใหม่ อัญเชิญพระสรีระไปทางทิศตะวันออก ของพระนคร เพื่อถวาย พระเพลิง
พวกเจ้ามัลละถามถึงวิธีปฏิบัติพระสรีระกับพระอานนท์เถระ แล้วทำตามคำของพระเถระนั้นคือ ห่อพระสรีระด้วยผ้าใหม่แล้วซับด้วยสำลี แล้วใช้ผ้าใหม่ห่อทับอีก ทำเช่นนี้จนหมดผ้า 500 คู่ แล้วเชิญลงในรางเหล็กที่เติมด้วยน้ำมัน แล้วทำจิตกาธานด้วยดอกไม้จันทน์ และของหอมทุกชนิด จากนั้นอัญเชิญ พวกเจ้ามัลละระดับหัวหน้า 4 คน สระสรงเกล้า และนุ่งห่มผ้าใหม่ พยายามจุดไฟที่เชิงตะกอน แต่ก็ไม่อาจให้ไฟติดได้ จึงสอบถามสาเหตุ พระอนุรุทธะ พระเถระ แจ้งว่า "เพราะเทวดามีความประสงค์ให้รอพระมหากัสสปะ และภิกษุหมู่ใหญ่ 500 รูป ผู้กำลังเดินทางมาเพื่อถวายบังคมพระบาทเสียก่อน ไฟก็จะลุกไหม้" ก็เทวดา เหล่านั้น เคยเป็นโยมอุปัฏฐากของพระเถระ และพระสาวกผู้ใหญ่มาก่อน จึงไม่ยินดีที่ไม่เห็นพระมหากัสสปะอยู่ในพิธี และเมื่อภิกษุหมู่ 500 รูปโดยมีพระมหากัสสปะเป็นประธานเดินทางมาพร้อมกัน ณ ที่ถวายพระเพลิงแล้ว ไฟจึงลุกโชนขึ้นเองโดยไม่ต้องมีใครจุด
หลังจากที่พระเพลิงเผาซึ่งเผาไหม้พระพุทธสรีระดับมอดลงแล้ว บรรดากษัตริย์มัลละทั้งหลายจึงได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุทั้งหมด ใส่ลงในหีบทองแล้วนำไปรักษาไว้ภายในนครกุสินารา ส่วนเครื่องบริขารต่างๆ ของพระพุทธเจ้าได้มีการอัญเชิญไปประดิษฐานตามที่ต่างๆ อาทิ ผ้าไตรจีวร อัญเชิญไปประดิษฐานที่แคว้นคันธาระ บาตรอัญเชิญไปประดิษฐานที่เมืองปาตลีบุตร เป็นต้น และเมื่อบรรดากษัตริย์จากแคว้นต่างๆ ได้ทราบว่าพระพุทธเจ้าได้เสด็จดับขันธปรินิพพานที่นครกุสินารา จึงได้ส่งตัวแทนไปขอแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ เพื่อนำกลับมาสักการะยังแคว้นของตนแต่ก็ถูกกษัตริย์มัลละปฏิเสธ จึงทำให้ทั้งสองฝ่ายขัดแย้งและเตรียมทำสงครามกัน แต่ในสุดเหตุการณ์ก็มิได้บานปลาย เนื่องจากโทณพราหมณ์ได้เข้ามาเป็นตัวกลางเจรจาไกล่เกลี่ย เพื่อยุติความขัดแย้งโดยเสนอให้แบ่งพระบรมสารีริกธาตุออกเป็น 8 ส่วนเท่าๆ กัน ซึ่งกษัตริย์แต่ละเมืองทรงสร้างเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ตามเมืองต่างๆ ดังนี้
กษัตริย์ลิจฉวี ทรงสร้างเจดีย์บรรจุไว้ที่เมืองเวสาลี
กษัตริย์ศากยะ ทรงสร้างเจดีย์บรรจุไว้ที่เมืองกบิลพัสดุ์
กษัตริย์ถูลิยะ ทรงสร้างเจดีย์บรรจุไว้ที่เมืองอัลลกัปปะ
กษัตริย์โกลิยะ ทรงสร้างเจดีย์บรรจุไว้ที่เมืองรามคาม
มหาพราหมณ์ สร้างเจดีย์บรรจุไว้ที่เมืองเวฏฐทีปกะ
กษัตริย์มัลละแห่งเมืองปาวา ทรงสร้างเจดีย์บรรจุไว้ที่เมืองปาวา
พระเจ้าอชาตศัตรู ทรงสร้างเจดีย์บรรจุไว้ที่เมืองราชคฤห์
มัลลกษัตริย์แห่งกุสินารา ทรงสร้างเจดีย์บรรจุไว้ที่เมืองกุสินารา
กษัตริย์เมืองโมริยะ ทรงสร้างสถูปบรรจุพระอังคาร (อังคารสถูป) ที่เมืองปิปผลิวัน
โทณพราหมณ์ สร้างสถูปบรรจุทะนานตวงพระบรมสารีริกธาตุ ที่เมืองกุสินารา (ทะนานตวงพระบรมสารีริกธาตุแจก, คำว่า ตุมพะ แปลว่า ทะนาน, บางทีเรียกสถูปนี้ว่า ตุมพสถูป)
สำหรับกรณีของกษัตริย์เมืองโมริยะนั้น ได้ส่งผู้แทนมาหลังจากที่โทณพราหมณ์แบ่งพระบรมสารีริกธาตุให้ทั้ง 8 เมืองไปแล้วจึงได้อัญเชิญพระอังคารไปแทน ส่วนโทณพราหมณ์ ก็ได้สร้างสถูปบรรจุทะนานที่ใช้สำหรับตวงพระบรมสารีริกธาตุสำหรับตนเอง และผู้คนได้สักการะดังที่ได้กล่าวไป
[แก้] ความสำคัญ
วันอัฏฐมีคือวันแรม 8 ค่ำ เดือน 6 เป็นวันที่มีเหตุการณ์สำคัญทางพระพุทธศาสนา ถือเป็นวันที่ตรงกับวันที่ตรงกับวันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระเป็นวันที่ชาวพุทธต้องมีความเสียใจและสูญเสียพระบรมสรีระแห่งองค์พระบรมศาสดา ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะอย่างสูง จึงเป็นวันควรแสดงธรรมสังเวชและระลึกถึงพระพุทธคุณให้สำเร็จเป็นพุทธานุสสติภาวนามัยกุศล
[แก้] พิธีอัฏฐมีบูชา
การประกอบพิธีอัฏฐมีบูชาในประเทศไทยนั้น นิยมทำกันในตอนค่ำและปฏิบัติอย่างเดียวกันกับการประกอบพิธีในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาอื่น ๆ เช่น วันวิสาขบูชา เป็นต้น
|
 |
  |
โดย แวะมาให้ข้อมูล 
วันที่ 5 มิถุนายน 2553
|
|
 |
 |
 |
 |
|
คำตอบที่ 1 |
|
 |
 |
 |
 |
สำหรับอายุของมนุษย์จะเพิ่มขึ้นลดลงอย่างไรนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในจักกวัตติสูตร ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรคว่า อายุขัยของมนุษย์อย่างน้อยที่สุด ๑๐ ปี ซึ่งเมื่อนั้นเด็กหญิงอายุ ๕ ปีก็จะมีสามีได้ อายุของมนุษย์ถอยลงจากอสงไขยปีจนเหลือ ๑๐ ปี ก็เพราะมนุษย์มีกิเลสหนาแน่น ทำแต่อกุศลบาปกรรม ไม่นับถือพ่อแม่ผู้ใหญ่ ขาดทั้งศีลทั้งธรรม จะอาฆาตพยาบาทฆ่าฟันกัน ด้วยอาวุธมีคมล้มตายเป็นอันมาก
พวกที่ยังเกรงกลัวบาปอยู่บ้าง ไม่อยากฆ่าฟันกัน ก็หนีไปหลบซ่อนตัวอยู่ตามป่า เขา ถ้ำเป็นต้น พอครบ ๗ วันก็พากันออกจากที่ซ่อน ครั้นพบกันเข้าก็สวมกอดกัน ด้วยความยินดีว่าเรารอดชีวิตมาได้ แต่นั้นจึงพากันตั้งตนอยู่ในศีล ด้วยเหตุนั้นลูกของคนที่มีอายุ ๑๐ ปีก็จะมีอายุ ๒๐ ปี ครั้นกุศลเจริญขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนมีศีลธรรมเพิ่มขึ้น ลูกของคนที่มีอายุ ๒๐ ปีก็จะมีอายุ ๔๐ ปี ลูกของคนที่อายุ ๔๐ ปีก็จะมีอายุ ๘๐ ปี ลูกของคนมีอายุ ๘๐ ปีก็จะมีอายุ ๑๖๐ ปี ลูกของคนมีอายุ ๑๖๐ ปีก็จะมีอายุ ๓๒๐ ปี ลูกของคนที่มีอายุ ๓๒๐ ปีก็จะมีอายุ ๖๔๐ ปี ลูกของคนที่มีอายุ ๖๔๐ ปีก็จะมีอายุ ๒,๐๐๐ ปี ลูกของคนมีอายุ ๒,๐๐๐ ปีจะมีอายุ ๔,๐๐๐ ปี ลูกคนมีอายุ ๔ พันปีจะมีอายุ ๘ พันปี ลูกคนมีอายุ ๘ พันปีจะมีอายุ ๒ หมื่นปี ลูกของคนมีอายุ ๒ หมื่นปีจะมีอายุ ๔ หมื่นปี ลูกของคนมีอายุ ๔ หมื่นปีจะมีอายุ ๘ หมื่นปี
และเมื่อมนุษย์มีอายุ ๘ หมื่นปีนี้แหละ พระพุทธเจ้าพระนามว่าพระศรีอริยเมตไตรย์ จะทรงอุบัติขึ้น ในสมัยของพระเจ้าจักรพรรดิพระนามว่า สังขะ ในนครพาราณสีซึ่งมีชื่อใหม่ในสมัยนั้นว่า เกตุมดี พระเจ้าสังขะนั้นจะทรงผนวชในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น แล้วสำเร็จเป็นพระอรหันต์ จากข้อความในจักกวัตติสูตรนี้แสดงว่า อายุของมนุษย์มิได้เพิ่มขึ้นตามที่เราเข้าใจ แม้ระยะเวลาที่มนุษย์มีอายุถอยลง ก็มิได้เป็นไปตามเข้าใจ แต่ได้โปรดเข้าใจว่าเหตุที่มนุษย์มีอายุน้อยลงเป็นลำดับนั้น เพราะมนุษย์ส่วนมากมีกิเลสเพิ่มขึ้นๆ จนแม้แต่คำว่ากุศลก็ไม่รู้จัก จึงได้ฆ่าฟันกันล้มตายเกือบหมด ที่รอดชีวิตมาได้ก็ประพฤติตนดีขึ้นๆ อายุของมนุษย์จึงเพิ่มขึ้นด้วยอำนาจของกุศล ส่วนจะเพิ่มขึ้นลดลงอย่างไรนั้น พระพุทธองค์ตรัสไว้ในจักกวัตติสูตรว่า
เมื่อมนุษย์มีอายุ ๘ หมื่นปี อทินนาทานปาณาติบาตและมุสาวาทเกิดมีแพร่หลาย อายุของมนุษย์จึงลดลงเหลือ ๔ หมื่นปี เมื่ออกุศลเจริญมากขึ้น ลูกของคนอายุ ๔ หมื่นปีก็ลดลงเหลือ ๒ หมื่นปี คนที่อายุ ๒ หมื่นปีจะมีลูกอายุ ๑ หมื่นปี ลูกของคนมีอายุ ๑ หมื่นปีจะมีอายุลดลงเหลือ ๕ พันปี ลูกของคนอายุ ๕ พันปี บางพวกมีอายุ ๒,๕๐๐ ปี บางพวกมีอายุ ๒,๐๐๐ ปี ลูกของคนอายุ ๒,๕๐๐ ปีจะมีอายุ ๑,๐๐๐ ปี ลูกของคนอายุ ๑,๐๐๐ ปีจะมีอายุ ๕๐๐ ปี ลูกคนมีอายุ ๕๐๐ ปี บางพวกมีอายุ ๒๕๐ ปี บางพวกมีอายุ ๒๐๐ ปี ลูกของคนอายุ ๒๕๐ ปีจะมีอายุเพียง ๑๐๐ ปี
ในจักกวัตติสูตร พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้เท่านี้ แล้วตรัสต่อไปว่าจักมีสมัยที่มนุษย์เหล่านั้นมีอายุ ๑๐ ปี เด็กหญิงอายุ ๕ ปีก็จะมีสามีได้ ในขณะนั้นมนุษย์จะไม่มีศีลธรรม ฆ่าฟันกันเอง เพราะแม้แต่คำว่ากุศลก็ไม่รู้จัก คนที่รอดชีวิตมาก็ดีใจว่าตัวรอดชีวิตมามิได้ถูกฆ่า จึงได้พากันบำเพ็ญกุศล แล้วมนุษย์ก็จะมีอายุเพิ่มขึ้นๆ ดังที่ได้เล่ามาแล้ว
ส่วนที่คุณถามว่า เมื่อสิ้นอายุพระศาสนา มนุษย์จะพินาศด้วยอะไร ตอบได้ว่ามนุษย์จะพินาศเพราะกิเลสที่มีกำลังแรงกล้า อกุศลทุจริตที่มนุษย์ช่วยกันทำไว้นั้นแหละ จะทำให้มนุษย์พินาศและอายุสั้นลงๆ ดังที่เล่าไว้
________________________________________
ที่มา อ้างอิง และแนะนำ :-
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๓
ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค
|
 |
 |
โดย . (IP : 125.27.212.221)
วันที่ 16 กรกฎาคม 2553
|
|
 |
 |
 |
 |
|
กลับไปหน้ากระทู้
|
 |
 |
 |
 |
|
|